[Note] - MAHIDOL TOWN HALL : Real World Impact in Action “A Symphony of Change" - 10-Jul-2026

 https://mahidol.ac.th/th/2026/mahidol-town-hall-a-symphony-of-change/



จากข้อมูลในแหล่งอ้างอิง งาน Mahidol Town Hall ภายใต้แนวคิด "Real World Impact in Action: A Symphony of Change" ได้มีการสรุปผลการดำเนินงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และประกาศทิศทางนโยบายในอีก 2 ปีข้างหน้าของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้คุณสามารถนำไปติดตามความคืบหน้าของนโยบายต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ขอสรุปแยกตามประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. วิสัยทัศน์และทิศทางหลักของมหาวิทยาลัย (Core Vision & Impact)

  • มุ่งเน้น Real World Impact: มหาวิทยาลัยเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการแข่งขันด้านอันดับทางวิชาการ (Academic Ranking) เพียงอย่างเดียว มาเน้นการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมโลก (Real World Impact) โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน
  • ความสำเร็จด้าน SDG3: นโยบายนี้ส่งผลให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับเป็น อันดับ 1 ของโลก ในหมวด SDG 3 (Good Health and Wellbeing) ประจำปี 2026 โดยผลงานเด่นคือการรักษาพยาบาลผ่านโรงพยาบาลในเครือ 11-13 แห่ง ที่รองรับผู้ป่วยนอกกว่า 8 ล้านคนต่อปี รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ต่างๆ

2. นโยบายด้านบุคลากรและสวัสดิการ (HR & Welfare)

  • การปรับโครงสร้างค่าตอบแทน (Job Profile & Job Level): กำลังดำเนินการจัดระดับบุคลากรให้ตรงกับค่างาน (Value of work) เพื่อให้การจ่ายค่าตอบแทนมีความเหมาะสมกับศักยภาพและระดับการทำงาน และมีเส้นทางความก้าวหน้า (Career Path) ที่ชัดเจน
  • สวัสดิการที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมความหลากหลาย (Flexible & Inclusive Benefits):
    • ให้สิทธิ์ ลาดูแลญาติสายตรงระยะสุดท้ายได้ 30 วัน โดยได้รับเงินเดือน และสามารถลาต่อโดยไม่รับเงินเดือนได้
    • เพิ่มสิทธิ์การลาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาที่ตนนับถือ และ สิทธิ์ลาป่วยสำหรับการแปลงเพศ เพื่อสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียม
    • ผู้เกษียณอายุสามารถใช้สิทธิ์ 30 บาทรักษาโรคได้ที่ รพ.ศิริราช และ รพ.รามาธิบดี
    • มีระบบ Flexible Benefit ที่ให้เบิกค่าเก้าอี้สุขภาพ นวดผ่อนคลาย หรือปรับบุคลิกภาพได้
  • Mahidol Wellbeing: โครงการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ (เช่น การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อลดความเครียด) และสุขภาพทางการเงิน

3. นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและ AI (IT & AI Integration)

  • การเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม: สร้าง Ecosystem ให้บุคลากร 60,000 คนเข้าถึง AI ได้อย่างปลอดภัยผ่านระบบต่างๆ เช่น Marvis, MU Sandbox, Gemini และ Copilot
  • พัฒนาระบบสนับสนุนการทำงาน: นำ AI มาใช้อ่านข้อความและแนะนำคำตอบสำหรับองค์กร (RAG), ใช้ Agentic Workflow ในการออก e-certificate อัตโนมัติ, ช่วย HR คัดกรองใบสมัคร และทำ Social Listening
  • Infrastructure ขั้นสูง: สนับสนุน High-Performance Computing (HPC) ให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาใช้ประมวลผลงานวิจัยทางการแพทย์ พร้อมกับการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)

4. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน และความปลอดภัย (Physical & Environment)

  • Green Campus & Zero Waste: ตั้งเป้าหมายลดขยะที่ต้องฝังกลบให้เป็นศูนย์ โดยนำร่องแยกขยะที่หอพักนักศึกษาให้ลดลง 50%
  • Smart & Safe Campus:
    • ติดตั้งกล้องวงจรปิด AI กว่า 187 จุด เพื่อคัดกรองป้ายทะเบียน แจ้งเตือนการไม่ใส่หมวกกันน็อก และตรวจจับความเร็ว
    • แก้ปัญหาน้ำท่วมขังโดยขยายขนาดท่อระบายน้ำรอบมหาวิทยาลัย
    • สร้างทางเดินมีหลังคาคลุมเพิ่มอีก 700 เมตร (รวมเป็นโครงข่าย 5 กม.) เชื่อมต่อสถานีรถไฟศาลายาในอนาคต
  • ระบบจอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking): เตรียมนำกล้อง AI มาใช้จัดการพื้นที่จอดรถ คัดกรองสิทธิ์การเข้าจอด นำร่องที่ลานจอดเรือนไทย เพื่อบริหารพื้นที่จอดรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

5. นโยบายด้านการศึกษาและนักศึกษา (Education & Student Affairs)

  • Skill Transcript & Flexible Education: มหาวิทยาลัยแรกในไทยที่ออก Transcript แสดงทักษะสมรรถนะ (Skill Transcript) ควบคู่กับเกรดวิชาการ และพัฒนารายวิชาศึกษาทั่วไปแบบยืดหยุ่น (GE Plus)
  • ปรับระบบการให้เกรด: พยายามลดความกดดันของนักศึกษาโดยการปรับระบบเกรดเป็น S/U (Satisfactory/Unsatisfactory) นำร่องแล้วในคณะแพทยศาสตร์ 2 แห่ง
  • Lifelong Learning & Credit Bank: เชื่อมโยงการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านแพลตฟอร์ม MUCBS และ MU Skill รวมถึงแผนการให้เครดิตล่วงหน้าแก่เด็กมัธยมปลาย (นำร่องกับ รร.สาธิตนานาชาติมหิดล และ มหิดลวิทยานุสรณ์)

6. นโยบายด้านการวิจัยและนวัตกรรม (Research & Commercialization)

  • Stage Gate Research Commercialization: ปรับระบบนิเวศน์การวิจัยให้มุ่งสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการแจ้งแนวคิด (Innovation Disclosure) มีการประเมินความเป็นไปได้ทางการตลาด และมี Venture Builder เข้ามาช่วยสนับสนุนทุนตลอดเส้นทาง

7. นโยบายเพื่อชุมชน ภูมิภาค และระดับนานาชาติ (Local to Global)

  • การพัฒนาเชิงพื้นที่: วิทยาเขตกาญจนบุรี (เน้นแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5), วิทยาเขตนครสวรรค์ (นำการศึกษาจิตปัญญาเข้าสู่โรงเรียน และพัฒนาพื้นที่การเกษตรบึงบอระเพ็ด), วิทยาเขตอำนาจเจริญ (พัฒนา IQ เด็กปฐมวัย และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ)
  • Medical Diplomacy (การทูตเวชการ): นำความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ไปช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา เช่น การรักษาโรคในประเทศซามัว (แถบแปซิฟิกใต้), สปป.ลาว และอินโดนีเซีย พร้อมฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่น

8. แผนงานสำคัญที่ต้องติดตามในอีก 2 ปีข้างหน้า (Future Milestones)

  • โรงงานผลิตยาชีววัตถุ (MU Bioplant & ATMP): การร่วมทุนกับบริษัทเอกชนชั้นนำ (Siam Bioscience, SCG, ธนาคารกรุงเทพ, BDMS) เพื่อตั้งโรงงานผลิตยาขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products)
  • โครงการปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู (Xenotransplantation): ตั้งฟาร์มหมูสายพันธุ์ดัดแปลงยีนที่วิทยาเขตกาญจนบุรี ร่วมกับ eGenesis (นิวซีแลนด์) และเบทาโกร เพื่อเตรียมผลิตอวัยวะสำหรับการปลูกถ่ายภายใน 2 ปี
  • Medical AI & Nvidia: โครงการลงทุนขนาดใหญ่ร่วมกับบริษัท Nvidia เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขแบบแม่นยำและป้องกันโรค (Precision Preventive Medicine)
  • Public Policy Sandboxes: สร้างพื้นที่ทดลองนโยบายสาธารณะด้านความปลอดภัยทางถนน (Road Safety) ร่วมกับ สสส. นำร่องที่ ต.ศาลายา และ จ.อำนาจเจริญ

---

ความคืบหน้าของ MU-Bioplant

การออกแบบและการก่อสร้าง: ปัจจุบันโรงงานผลิตยาชีววัตถุ (MU Bioplant) ได้ดำเนินการ ออกแบบเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Xmore ประเทศสหราชอาณาจักรมาเป็นผู้ออกแบบให้โดยเฉพาะ และขณะนี้ กำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณข้างเคียงกับโรงงานยาของคณะเภสัชศาสตร์

เป้าหมายและระยะเวลา: มหาวิทยาลัยตั้งเป้ายกระดับสถานที่แห่งนี้ให้เป็น โรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง (ATMP) หรือ "ยามีชีวิต" ซึ่งเน้นการรักษาด้วยเทคโนโลยีเซลล์และยีนบำบัด (Cell and Gene Therapy) โดยคาดหวังว่าการก่อสร้างและปรับปรุงจะแล้วเสร็จ พร้อมผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้มาตรฐาน GMP ได้ ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า

การร่วมทุนและเครือข่ายพันธมิตร: โครงการนี้มีการลงทุนระดับพันล้านบาท โดยเป็นการ ร่วมทุนกับ 4 องค์กรเอกชนชั้นนำ ได้แก่:

  • บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) ซึ่งจะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในการขับเคลื่อน
  • บริษัท SCG ประเทศไทย
  • ธนาคารกรุงเทพ
  • บริษัท BDMS (เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน)

แผนการดำเนินงานและผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

  • การขยายขนาดการผลิต (Scale up): MU Bioplant จะเป็นกำลังสำคัญในการนำความสำเร็จจากงานวิจัยยาระดับห้องปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยอื่นๆ (เช่น จุฬาฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น) มาขยายการผลิตให้สามารถใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ได้
  • การรักษาผู้ป่วย: มุ่งเน้นการใช้ยาเพื่อรักษาโรคมะเร็งชนิดหายาก รวมถึงโรคทางพันธุกรรมที่พบมากในไทย เช่น โรคทาลัสซีเมีย เพื่อให้คนทั่วไปมีโอกาสเข้าถึงยาชนิดนี้ได้มากขึ้นในอนาคต
  • ตลาดในช่วงเริ่มต้น: เนื่องจากการรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้ยังมีต้นทุนที่สูงมาก ในระยะแรกกลุ่มผู้ป่วยหลักจึงจะเป็นผู้ใช้บริการจากเครือโรงพยาบาลเอกชน
-------
ช่วงตอบคำถามที่ถามล่วงหน้าจากทางบ้าน

ในช่วงการตอบคำถาม (Q&A) ของงาน Mahidol Town Hall มีการคัดเลือกคำถามจากประชาคมชาวมหิดลมาสอบถามรองอธิการบดีใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการบุคลากร

  • คำถาม: มหาวิทยาลัยจะพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพไว้อย่างไร
  • การตอบ:
    • ด้านค่าตอบแทน: รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล (รองนารา/พี่ตุ๊ก) ชี้แจงว่ากำลังทำโครงสร้าง Job Profile และ Job Level เพื่อประเมิน "ค่างาน" ของแต่ละคนให้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การจ่ายค่าตอบแทนตรงจุดมากขึ้น คนที่มีศักยภาพสูงและผลงานดีจะได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามความสามารถ พร้อมทั้งมีเส้นทางความก้าวหน้า (Career Step) ที่ชัดเจน
    • ด้านสวัสดิการ: ขอให้มองภาพรวมของสวัสดิการ (Flexible Benefit และสวัสดิการสุขภาพ) ซึ่งมหิดลมีคะแนนรวมสูงกว่าหลายแห่ง โดยเฉพาะด้านสุขภาพที่โดดเด่นมาก ท่านอธิการบดีเสริมว่า ไม่ควรนำสวัสดิการเพียงข้อใดข้อหนึ่งไปเปรียบเทียบกับที่อื่นเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อรวมผลประโยชน์ทั้งหมดแล้ว มหิดลให้สวัสดิการที่คุ้มค่ามาก

2. ประเด็นเรื่องความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยและงบประมาณ

  • คำถาม: มีความกังวลเรื่องงบบุคลากรที่ใช้ไปถึง 75% ของงบประมาณแผ่นดิน มหาวิทยาลัยจะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างไร
  • การตอบ:
    • แก้ไขข้อมูล: ท่านอธิการบดีได้แก้ไขความเข้าใจผิดว่า แท้จริงแล้ว งบบุคลากรภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 75% และมหาวิทยาลัยตั้งเป้าลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินลงให้เหลือประมาณ 20% ในปี 2570 (บางคณะเหลือเพียง 14%)
    • การปรับตัว: รองอธิการบดีฝ่ายคลัง ชี้แจงแนวทางการบริหาร 3 ส่วน คือ 1) เพิ่มรายได้ ผ่านการเปิดหลักสูตร Non-degree การ Reskill/Upskill การดึงนักศึกษาต่างชาติ (เช่น จีน) และการนำสินทรัพย์หรือเครื่องมือวิจัยที่มีอยู่ไปใช้ให้บริการสร้างรายได้เพิ่ม และ 2) ควบคุมรายจ่าย โดยนำระบบ ERP ใหม่มาใช้ เพื่อให้เห็นข้อมูลแบบ Real-time และบริหารจัดการได้แม่นยำขึ้น

3. ประเด็นเรื่องการสนับสนุนเครื่องมือ AI และพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (Storage)

  • คำถาม: มหาวิทยาลัยจะสนับสนุนเครื่องมือ AI และพื้นที่ Google Workspace ให้หน่วยงานที่จำเป็นต้องใช้อย่างไร
  • การตอบ: รองอธิการบดีฝ่าย IT (รองเชิดชัย) อธิบายว่า
    • ด้าน AI: มหาวิทยาลัยมีระบบ High-Performance Computing (HPC) ที่เปรียบเสมือน "คอนโดที่ตกแต่งพร้อมอยู่" (Fully Furnished) ไว้รองรับ หน่วยงานสามารถนำข้อมูลมาประมวลผลผ่าน GPU ความเร็วสูงได้ทันที โดยใช้ระบบจองเวลาใช้งานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    • ด้านพื้นที่จัดเก็บข้อมูล: จากเดิมที่แจกพื้นที่ให้ทุกคน 30-50 GB แต่พบว่ามีผู้ใช้กว่า 20,000 คนที่ไม่เคยเปิดใช้งานอีเมลเลย ทาง IT จึงทำการรวบรวมพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งานเหล่านั้น มาจัดสรรให้ใหม่ หากหน่วยงานใดมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่เพิ่มเติม สามารถแจ้งผ่านคณบดีมายังกอง IT เพื่อขอรับพื้นที่เพิ่มได้ทันที

4. ประเด็นเรื่องการจัดการพื้นที่จอดรถ

  • คำถาม: จะทำอย่างไรให้การเพิ่มพื้นที่จอดรถมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การตอบ: รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพ (รองบิ๊ก) ระบุว่า พื้นที่จอดรถในศาลายามีเพียงพอ แต่ปัญหาคือคนไม่ทราบว่าจุดไหนว่าง
    • ระยะสั้น: กำลังปรับปรุงทางเดินมีหลังคาและระบบรถบัส เพื่อให้ผู้ที่ต้องจอดรถไกลรู้สึกว่าการเดินทางมายังอาคารสะดวกขึ้น
    • ระยะยาว: เตรียม นำกล้อง AI มาใช้วิเคราะห์และคัดกรองพื้นที่จอดรถ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์การจอด และตรวจจับรถที่จอดทิ้งค้างคืน โดยจะนำร่องใช้ระบบไม้กั้นและตรวจสอบสิทธิ์ (Membership) ที่ ลานจอดเรือนไทย เป็นแห่งแรก เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ได้เข้าจอดจริง โดยมหาวิทยาลัยไม่มีนโยบายเปลี่ยนพื้นที่จอดรถเป็นที่เก็บเงิน
------
บอกให้ขยายความในแต่ละประเด็น เพื่อความเข้าใจที่ครบถ้วน

ยินดีครับ ขอขยายความรายละเอียดเชิงลึกของแต่ละประเด็น จากสิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลได้ชี้แจงไว้ในงาน Town Hall ดังนี้ครับ

1. วิสัยทัศน์และผลกระทบ (Core Vision & Real World Impact)

  • จาก Ranking สู่การสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์: มหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป้าหมายจากการให้ความสำคัญกับ Academic Ranking (เช่น จำนวนการตีพิมพ์ ค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์) มาเป็นการมุ่งเน้น Impact Ranking เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนผลักดันนโยบายสาธารณะ (เช่น รณรงค์ต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้า) และสร้างนวัตกรรมที่ส่งเสริม GDP ของประเทศ
  • ความสำเร็จเบื้องหลังอันดับ 1 SDG 3: ความสำเร็จนี้มาจากผลงานระดับโลกด้านสุขภาพ โดยมีโรงพยาบาลในสังกัดถึง 13 แห่ง (รวมโรงพยาบาลสัตว์ 2 แห่ง) ที่ให้บริการผู้ป่วยนอกรวมกันกว่า 8 ล้านคนต่อปี

2. บุคลากรและสวัสดิการ (HR & Welfare)

  • ระบบ Job Profile และ Job Level: เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายค่าตอบแทนแบบหว่าน มหาวิทยาลัยกำลังจัดทำระดับพนักงานให้ตรงกับ "ค่างาน" เพื่อให้ผู้ที่มีศักยภาพสูงได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และมีเส้นทางความก้าวหน้า (Career Step) ที่ชัดเจน ทั้งในสายผู้เชี่ยวชาญและสายบริหาร
  • สวัสดิการที่ยืดหยุ่นและก้าวหน้า: สวัสดิการรวมของมหิดลถูกประเมินไว้ที่ 45 คะแนน ซึ่งสูงกว่าหลายแห่งโดยเฉพาะด้านสุขภาพ มีการเพิ่มสิทธิ์การลาแบบได้รับเงินเดือน 30 วันเพื่อดูแลญาติสายตรงระยะสุดท้าย สิทธิ์ลาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาตามความเชื่อ สิทธิ์ลาป่วยสำหรับการแปลงเพศ รวมถึงสิทธิ์ 30 บาทสำหรับผู้เกษียณอายุที่ศิริราชและรามาธิบดี
  • การดูแลแบบ Wellbeing: ระบบ Flexible Benefit ครอบคลุมไปถึงการซื้อเก้าอี้สุขภาพ นวดแผนไทยประยุกต์ หรือการพัฒนาบุคลิกภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ Mahidol Wellbeing ยังเปิดให้บุคลากรเข้าปรึกษาความเครียดกับผู้เชี่ยวชาญได้โดยไม่ต้องถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช และมีสวัสดิการ Benefit Core Plus สำหรับแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลส่วนเกิน

3. เทคโนโลยีและ AI (IT & AI Integration)

  • การกระจายการเข้าถึง AI: มีการอัปเดตคอมพิวเตอร์ให้บุคลากรไปแล้ว 400 เครื่องและกำลังจะเพิ่มอีก 200 เครื่อง เพื่อให้ทุกคนเข้าถึง AI อย่าง Marvis, MU Sandbox, Gemini และ Copilot
  • AI เพื่อลดภาระงาน: นำระบบ RAG มาใช้ให้ AI อ่านข้อมูลจำเพาะขององค์กรเพื่อช่วยตอบคำถาม (มีผู้ร่วมพัฒนาแล้ว 1,099 โครงการ) รวมถึงใช้ Agentic Workflow เพื่อทำงานอัตโนมัติ เช่น ออกประกาศนียบัตร e-certificate, ให้ AI ช่วย HR คัดกรองเรซูเม่ผู้สมัครหลักร้อยคน, และทำ Social Listening เพื่อประเมินเสียงตอบรับจากโซเชียลมีเดีย
  • ระบบโครงสร้างพื้นฐานขั้นสูง: เปิดให้บริการ High-Performance Computing (HPC) ที่เปรียบเสมือน "คอนโดตกแต่งพร้อมอยู่" สำหรับรันโปรเจกต์ AI ทางการแพทย์ ควบคู่ไปกับการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้คะแนนประเมินสูงถึง 81/89 จาก สคมช.

4. สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน (Physical & Environment)

  • มหาวิทยาลัยสีเขียวและไร้ขยะ: นอกจากการเป็น มหาวิทยาลัยสีเขียวอันดับ 35 ของโลกแล้ว ยังมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill โดยนำร่องที่หอพักนักศึกษา (ซึ่งปกติมีขยะถึง 10 ตันต่อเดือน) โดยลดขยะลงไปได้แล้ว 20% และตั้งเป้าจะลดให้ได้ถึง 50%
  • ความปลอดภัยและระบบจราจร AI: ติดตั้งกล้องวงจรปิด 187 จุด โดยเตรียมอัปเกรดเป็นกล้อง AI เพื่อคัดกรองป้ายทะเบียน ตรวจจับหมวกกันน็อกและความเร็ว ส่วนปัญหาที่จอดรถ จะเริ่มนำระบบไม้กั้นตรวจจับสิทธิ์สมาชิกมาใช้ที่ลานเรือนไทยเพื่อบริหารพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง: ขยายท่อระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง และกำลังก่อสร้างทางเดินมีหลังคาเพิ่มอีก 700 เมตร เพื่อรวมเป็นโครงข่าย 5 กิโลเมตร ที่จะเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟศาลายาในอนาคต

5. การศึกษาและนักศึกษา (Education & Student Affairs)

  • ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้: มีโครงการ MUPSF/PSF ยกมาตรฐานผู้สอนระดับสากล นำร่องมอบ Skill Transcript คู่กับเกรดวิชาการเป็นแห่งแรกในไทย และพัฒนาแพลตฟอร์ม MUCBS เชื่อมโยงระบบ Life Long Learning กับแพลตฟอร์มระดับชาติ
  • รองรับอุตสาหกรรมใหม่และลดความเครียด: มีแผนเปิดหลักสูตรระยะสั้น 2 ปี รองรับสายอาชีพเพื่อป้อนอุตสาหกรรมยุคใหม่ (New S-Curve) เช่น ด้าน Data Science นอกจากนี้ คณะแพทยศาสตร์ 2 แห่ง ได้นำร่องปรับระบบการให้เกรดเป็น S/U (Satisfactory/Unsatisfactory) เพื่อลดสภาวะ Burnout ของนักศึกษา
  • สุขภาพจิตนักศึกษา: ให้ความสำคัญผ่านการจัดงาน Heal Jai Festival นำสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวมาช่วยบำบัดความเครียด

6. การวิจัยและนวัตกรรม (Research & Commercialization)

  • กระบวนการ Stage Gate Framework: ใช้ต้นแบบจากมหาวิทยาลัย Strathclyde เพื่อประเมินผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
  • การสนับสนุนตั้งแต่จุดเริ่มต้น: เน้นให้นักวิจัยแจ้งแนวคิด (Innovation Disclosure) ตั้งแต่แรก เพื่อประเมินทิศทางตลาด สนับสนุนเงินทุน และจัดหาทีม Venture Builder มาช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เกิดเป็นธุรกิจได้จริง

7. การพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคและนานาชาติ (Local to Global)

  • ผลกระทบใน 3 วิทยาเขต:
    • กาญจนบุรี: ร่วมมือกับหลายภาคส่วนแก้ปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 จนเกิด "สภาลมหายใจ" และผลักดันพื้นที่อนุรักษ์ OECM
    • นครสวรรค์: นำแนวคิด "จิตปัญญา" ไปใช้ในโรงเรียน 9 แห่ง ดึงเด็กกลุ่มเสี่ยงกลับเข้าระบบ ช่วยเกษตรกรทำโมเดล BCG และพัฒนาทุ่งบัวแดงบึงบอระเพ็ด
    • อำนาจเจริญ: เปิดหลักสูตร ป.โท ชุมชนสุขภาวะฯ ช่วยยกระดับ IQ เด็กปฐมวัยจากเฉลี่ย 98 ขึ้นเป็น 101 (ตั้งเป้าที่ 106) และสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน
  • Medical Diplomacy (การทูตเวชการ): นำทีมแพทย์และเครื่องมือ (เช่น เครื่อง TURP) ไปรักษาผู้ป่วยทางเดินปัสสาวะและต่อมลูกหมากในประเทศซามัวกว่า 100 เคส พร้อมฝึกอบรมบุคลากรในท้องถิ่น และขยายการอบรมไปยังประเทศกำลังพัฒนา 17 ประเทศ รวมกว่า 1,200 คน

8. ก้าวสำคัญในอนาคต (The Next Milestones)

  • โรงงาน MU Bioplant: โปรเจกต์ยกระดับโรงงานยาเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง (Cell and Gene Therapy) ร่วมทุนกว่าพันล้านบาทกับ 4 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, SCG, ธนาคารกรุงเทพ และ BDMS โดยเป้าหมายคือผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน GMP ใน 2 ปี
  • การปลูกถ่ายอวัยวะ (Xenotransplantation): ตั้งฟาร์มขนาดใหญ่ที่วิทยาเขตกาญจนบุรี ร่วมกับ eGenesis และ Betagro ผลิตหมูดัดแปลงพันธุกรรม เพื่อเป็นศูนย์กลางอวัยวะปลูกถ่ายของภูมิภาค ภายใน 2 ปี
  • Medical AI & Nvidia: เตรียมรับทุนขนาดใหญ่จากกระทรวง อว. ร่วมกับบริษัท Nvidia สร้างระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันและดูแลสุขภาพคนไทย
  • Public Policy Sandbox & Play it forward: สร้างพื้นที่ทดลองนโยบายความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกับ สสส. ในพื้นที่ศาลายาและอำนาจเจริญ รวมถึงโครงการขับเคลื่อนทางสังคมด้วยดนตรีผ่านการนำเงินบริจาค 60 ล้านบาท ซื้อและปรับปรุงเปียโน 300 หลัง ส่งมอบให้โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ
---------
ถามเรื่องเงินบริจาค ที่สามารถทำให้มหาวิทยาลัยทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ ได้

ในงาน Mahidol Town Hall มีการพูดถึงประเด็นเรื่องเงินบริจาคอย่างกว้างขวาง โดยมี "มูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดล" เป็นฟันเฟืองสำคัญในการระดมทุนและนำไปใช้เพื่อขับเคลื่อนการสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ (Real World Impact) ให้กับสังคม โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ยอดเงินบริจาคที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทางผู้บริหารระบุว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิฯ สามารถระดมทุนได้ถึง 147.88 ล้านบาท และนำไปใช้ประโยชน์ในโครงการต่างๆ กว่า 40 โครงการ เป็นวงเงินถึง 152.22 ล้านบาท (รวมการใช้เงินสะสมของมูลนิธิฯ) โดยมีแนวโน้มการบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  • ปี 2566: มียอดบริจาคประมาณ 6.4 ล้านบาท
  • ปี 2567: ยอดบริจาคเพิ่มขึ้นเป็น 31.77 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 396%)
  • ปี 2568: ยอดบริจาคเพิ่มขึ้นเป็น 67.64 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 113%)
  • ปี 2569 (ถึงกลางเดือน มิ.ย.): ยอดบริจาคอยู่ที่ 41.98 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 62%)

2. การนำเงินบริจาคไปใช้ประโยชน์ (4 แกนหลัก) มหาวิทยาลัยไม่ได้เพียงแค่เก็บรักษาเงินบริจาค แต่ได้นำไปใช้ขับเคลื่อนสังคมใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • นวัตกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข: เช่น การนำทีมแพทย์ไปรักษาผู้ป่วยที่ประเทศซามัว
  • คุณภาพชีวิตและนักศึกษา: นำไปมอบเป็นทุนการศึกษา จ้างงานนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีวิต และช่วยเหลือนักศึกษาหรือบุคลากรที่ตกทุกข์ได้ยากหรือเจ็บป่วย
  • ด้านวิชาการ: สนับสนุนเครือข่ายวิชาการในระดับสากล
  • ด้านสังคม ศิลปวัฒนธรรม และสาธารณประโยชน์: ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบวิกฤต เช่น อุทกภัย หรือผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามชายแดน

3. โครงการสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยเงินบริจาค มีการยกตัวอย่างโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่สำเร็จได้ด้วยเงินบริจาค ได้แก่

  • โครงการ Play it forward (Piano for Life): ได้รับเงินบริจาคประมาณ 60 ล้านบาท จากผู้มีจิตศรัทธาหลายท่าน (เช่น ดร.สมศักดิ์-คุณหญิงปฐมา ลีสวัสดิ์ตระกูล, คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ และคุณจีรพันธ์ จากประกันภัยไทยวิวัฒน์) เพื่อนำไปซื้อเปียโนใหม่ 300 หลัง และนำเปียโนเดิมที่ปรับปรุงแล้วไปมอบให้โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางดนตรีให้เด็กๆ
  • การออกแบบโรงงาน MU Bioplant: มหาวิทยาลัยนำเงินรายได้จากการจัดคอนเสิร์ตการกุศล Phantom of the Opera เมื่อปีที่แล้ว (ประมาณ 23 ล้านบาท) ไปใช้เป็นค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักร (บริษัท Xmore) เพื่อออกแบบโรงงานผลิตยาชีววัตถุชั้นสูง ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและมีความเร่งด่วน

4. แผนการระดมทุนและการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริจาค

  • การจัดคอนเสิร์ตการกุศล: มีการโปรโมตการจัดคอนเสิร์ต "เมืองมายา" ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 เพื่อระดมทุน โดยจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (เนื่องจากทำร่วมกับมูลนิธิรามาธิบดี)
  • สิทธิประโยชน์: นอกจากการลดหย่อนภาษีแล้ว มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการขออนุมัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้บริจาคผ่านมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลอีกด้วย

5. การบริจาคที่ดิน นอกจากการบริจาคเป็นตัวเงินแล้ว ยังมีการกล่าวถึง การได้รับบริจาคที่ดินจำนวน 3 ไร่ ทางฝั่งทิศตะวันตกของวิทยาเขตศาลายา (รวมกับที่มหาวิทยาลัยซื้อเพิ่มอีก 4 ไร่ เป็น 7 ไร่) ซึ่งจะใช้เป็นพื้นที่สำหรับสร้างอาคารศูนย์จีโนม (Genomics) และโครงการ Mobile Stroke Unit รวมถึงใช้เป็นทางออกแห่งใหม่เชื่อมต่อกับถนนสายหลักในอนาคต

----------

เน้นเรื่องงานวิจัยว่ามีอะไรเพิ่มเติมบ้าง

ในงาน Mahidol Town Hall มีการกล่าวถึงนโยบายและทิศทางของ "งานวิจัย" อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการทำวิจัยเพื่อเน้นอันดับทางวิชาการ (Academic Ranking) ไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงประจักษ์ (Real World Impact) ที่สามารถนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้จริง โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. การปรับปรุงระบบสนับสนุนนักวิจัย (System & Support)

  • ลดความซับซ้อนของระบบ: มหาวิทยาลัยกำลังพยายามปรับปรุงระบบการบริหารทุนวิจัยให้มีความคล่องตัวและง่ายขึ้น เพื่อลดภาระของนักวิจัย
  • เพิ่มทักษะการขอทุน: มีแผนเพิ่มการจัดอบรม (Training) เพื่อสนับสนุนการเขียนขอทุนวิจัยให้แก่นักวิจัย
  • ใช้ AI ช่วยจับคู่งานวิจัย: มีการนำ AI เข้ามาใช้อ่านโปรไฟล์ความเชี่ยวชาญของอาจารย์และนักวิจัย แล้วนำไปจับคู่ (Match) กับข้อเสนอโครงการ (Proposal) ในฐานข้อมูล Naris เพื่อช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงโอกาสทางงานวิจัยใหม่ๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

2. การผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ (Research Commercialization) ผู้บริหารได้นำแนวคิด Stage Gate Research Commercialization Framework ซึ่งใช้ต้นแบบจาก Strathclyde University (สหราชอาณาจักร) มาใช้เพื่อประเมินและผลักดันงานวิจัยสู่ตลาด โดยมีกระบวนการที่สำคัญคือ:

  • Innovation Disclosure: สนับสนุนให้นักวิจัยเข้ามาพูดคุยและแจ้งแนวคิดนวัตกรรมตั้งแต่ "จุดเริ่มต้น" เพื่อช่วยกันหาทิศทาง แทนที่จะรอให้งานวิจัยเสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยมายื่นจดสิทธิบัตรแบบในอดีต
  • การประเมินตลาดและให้ทุนระหว่างทาง: หากนักวิจัยยังไม่มีพันธมิตรเพื่อไปทำเชิงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยจะมีโครงการช่วยประเมินความเป็นไปได้ทางการตลาด และมีงบประมาณสนับสนุนให้ในแต่ละช่วง (Stage) ของการประเมิน
  • มี Venture Builder คอยช่วยเหลือ: จะมีการจัดเตรียมทีม Venture Builder และผู้ให้คำปรึกษา เข้ามาช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมให้เป็นธุรกิจ โดยเปิดกว้างครอบคลุมทั้งนวัตกรรมขั้นสูง (High-tech), งานวิจัยทางการแพทย์, ไปจนถึงด้าน Creative และ Service

3. การให้ความสำคัญกับงานวิจัยทุกแขนง

  • นวัตกรรมทางการแพทย์ที่สำเร็จ: มีการยกตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังก้าวไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น การรักษามะเร็งด้วย CAR-T Cell ที่ประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการ และ ชุดตรวจ Rapid Test โรคไข้ดิน จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน
  • วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (Basic Science): มีการเน้นย้ำว่างานวิจัยประยุกต์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดรากฐานที่แข็งแกร่งจากงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
  • สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์: งานวิจัยจากห้องแล็บจะไม่สามารถส่งมอบสู่สังคมได้สำเร็จ หากขาดศาสตร์ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และภาษา ที่มาช่วยสื่อสารและทำความเข้าใจบริบทของชุมชน
------------
เน้นเรื่อง Research Support ว่ามีอะไรบ้างที่ช่วยให้นักวิจัยทำงานได้เร็วขึ้น

ยินดีครับ สำหรับรายละเอียดในประเด็นด้าน การปรับปรุงระบบสนับสนุนนักวิจัย (System & Support) จากงาน Mahidol Town Hall มีการมุ่งเน้นทั้งการลดภาระงานเอกสาร และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ดังนี้ครับ

1. การปรับปรุงความคล่องตัวของระบบบริหารทุน: มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทุนวิจัยต่าง ๆ ให้มีความคล่องตัวและง่ายดายมากยิ่งขึ้น เพื่อลดกระบวนการที่ยุ่งยากและอำนวยความสะดวกให้กับนักวิจัยในการทำงาน

2. การเพิ่มการสนับสนุนด้านการอบรม (Training): มีการเตรียมกระบวนการเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียนขอทุนวิจัย เพื่อเสริมศักยภาพให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ดีขึ้น

3. การใช้ AI จับคู่ข้อเสนอโครงการวิจัย (AI Proposal Matching): กองเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ได้ร่วมมือกับฝ่ายวิจัย พัฒนาระบบที่ให้อาจารย์และนักวิจัยสามารถระบุโปรไฟล์ ความถนัด และผลงานวิจัยที่ผ่านมาของตนเองได้ จากนั้นระบบ AI จะเข้าไปอ่านข้อมูลในฐานข้อมูล Naris เพื่อทำการจับคู่ (Match) ความเชี่ยวชาญของนักวิจัยเข้ากับข้อเสนอโครงการ (Proposal) ที่เปิดรับ

  • ผลลัพธ์ที่คาดหวัง: ช่วยให้นักวิจัยเข้าถึงงานวิจัยหรือแหล่งทุนที่ตรงกับความเชี่ยวชาญได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะนำระบบนี้มาใช้งานได้จริงในช่วงเดือนสิงหาคม 2569

4. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High-Performance Computing - HPC): มหาวิทยาลัยได้เปิดให้ใช้งานระบบ HPC ความเร็วสูง (ชื่อระบบ B2) ซึ่งนักวิจัยสามารถลงทะเบียนขอเข้าใช้งานระบบนี้ได้เลย ปัจจุบันมี 9 หน่วยงานที่เข้าไปใช้งานเพื่อประมวลผลโครงการขนาดใหญ่ เช่น การพัฒนาระบบ AI ทางการแพทย์ (Medical AI)

5. สิทธิพิเศษและการสนับสนุนเครื่องมือ AI สำหรับการวิจัย:

  • มหาวิทยาลัยได้เจรจาความร่วมมือ ทำให้บุคลากรสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อการวิจัยอย่าง "Consensus" ได้ฟรีต่อเนื่องไปอีก 1 ปี (จนถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2570)
  • มีการสร้างระบบที่เรียกว่า RAG (Retrieval-Augmented Generation) ซึ่งนักวิจัยสามารถนำไฟล์ข้อมูลจำเพาะ ตำรา หรือเอกสารของหน่วยงานมาให้ AI อ่าน เพื่อให้ AI สามารถตอบคำถามและให้คำแนะนำได้อย่างแม่นยำตามบริบทข้อมูลของผู้ใช้งาน
ถามเรื่อง AI matching กับระบบทุนของ NRIIS

ระบบ AI Matching ในฐานข้อมูล Naris คาดว่าจะเริ่มนำมาเปิดใช้งานได้ในช่วงประมาณ เดือนสิงหาคม 2569 ครับ

ปัจจุบันระบบนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา (Production) โดยเป้าหมายของระบบคือการให้ AI เข้าไปอ่านข้อมูลโปรไฟล์ ความถนัด และผลงานวิจัยที่ผ่านมาของอาจารย์ในฐานข้อมูล Naris เพื่อนำมาจับคู่ (Match) กับข้อเสนอโครงการ (Proposal) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงโครงการวิจัยหรือแหล่งทุนที่ตรงกับความเชี่ยวชาญของตนเองได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นครับ

---

ข้อมูลเก่า ๆ เกี่ยวกับ policy และ town hall และมหาวิทยาลัย

https://minicore-rarc.blogspot.com/search?q=town+hall

https://minicore-rarc.blogspot.com/search/label/Mahidol%20University

https://t-lerksuthirat.blogspot.com/search?q=งบประมาณแผ่นดิน

https://t-lerksuthirat.blogspot.com/search?q=town+hall


Comments

Popular posts from this blog

Upright Fluorescence Microscope (update 28-May-2026)